หลักการวัดความยาวสายอาหารสายยางที่ถูกต้องการวัดความยาวสายให้อาหารทางจมูก (Nasogastric Tube) อย่างถูกต้องเป็นขั้นตอนที่ สำคัญที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าปลายสายจะไปหยุดอยู่ในจุดที่ปลอดภัยและรับสารอาหารได้ดีที่สุดในกระเพาะอาหารครับ
ในทางพยาบาล เรานิยมใช้วิธีการวัดแบบมาตรฐานที่เรียกว่า NEMU ซึ่งอ้างอิงจากจุดสำคัญบนใบหน้าและลำตัว ดังนี้ครับ
📍 วิธีวัดความยาวสายแบบ NEMU (มาตรฐานสากล)
ให้วัดจากจุดสำคัญเรียงตามลำดับตัวอักษร ดังนี้:
N (Nose): วางปลายสายที่ "ปลายจมูก" ของผู้ป่วย
E (Ear): ลากสายจากปลายจมูกไปหา "ติ่งหู"
MU (Mid-Umbilicus): จากติ่งหู ลากสายต่อไปยัง "จุดกึ่งกลางระหว่างปลายกระดูกหน้าอก (Xiphoid process) กับสะดือ"
หมายเหตุ: วิธีแบบดั้งเดิมมักจะวัดแค่ถึงปลายกระดูกหน้าอก (Xiphoid process) แต่ในปัจจุบันผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่าการวัดถึงจุดกึ่งกลางระหว่างกระดูกหน้าอกและสะดือจะช่วยลดความเสี่ยงที่ปลายสายจะขยับหลุดขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม (เช่น หลอดอาหารส่วนล่าง) ได้ดีกว่าครับ
⚠️ ขั้นตอนการมาร์กสาย (Marking)
จุดมาร์ก: เมื่อวัดได้ระยะตามจุด NEMU แล้ว ให้ใช้ ปากกาเคมีหรือพลาสเตอร์ ทำเครื่องหมายที่สายยางตรงบริเวณรูจมูกของผู้ป่วย
ตรวจสอบเสมอ: เครื่องหมายนี้คือ "จุดตายตัว" ที่ต้องเช็กก่อนให้อาหารทุกมื้อครับ หากจุดมาร์กเลื่อนออกมา แสดงว่าสายอาจหลุดหรือเลื่อนจากตำแหน่งที่ควรจะเป็น
💡 ข้อควรระวังและทริกเพิ่มเติม
อย่าพยายาม "เดา" ความยาว: ห้ามกะระยะด้วยสายตาเด็ดขาด เพราะสรีระของผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากันครับ
ตำแหน่งสำหรับเด็ก: สำหรับผู้ป่วยเด็ก วิธีการวัดอาจต้องปรึกษากุมารแพทย์หรือพยาบาลเฉพาะทาง เนื่องจากมีสูตรคำนวณที่แตกต่างจากผู้ใหญ่
การเปลี่ยนสาย: หากสายเก่าใช้งานมานานและมีคราบสกปรก หรือมีการดึงรั้งจนจุดมาร์กเคลื่อนที่ชัดเจน ควรแจ้งพยาบาลเพื่อเปลี่ยนสายใหม่แทนการดันสายเดิมกลับเข้าไป เพราะปลายสายอาจมีการหักงอหรือปนเปื้อนเชื้อโรคครับ